[KangTeuk] : Forgotten Mind ...4

posted on 16 May 2008 14:36 by icebox

 

...4...

แสงยามเช้ารอดผ่านผ้าม่านฉายลงบนผนังห้องสีครีม..ช่วยสะท้อนบรรยากาศภายในให้ดูอบอุ่นยิ่งขึ้น คนตาสวยยืนอยู่หน้ากระจก ..เสื้อผ้าฝ้ายสีขาวถูกปล่อยชายเสื้อเล็กน้อยรับกับกางเกงสีน้ำตาลเข้มตัวใหญ่ เข็มขัดหนังเส้นเล็กทับเอวบางให้ดูน่ากอดจนร่างสูงที่มองคนที่กำลังฮัมเพลงขณะแต่งตัว อดใจไม่ไหว..รั้งเอวคนตรงหน้าพลางสูดกลิ่นหอมจากซอกคอขาว




" อย่าน่า คังอิน..วันนี้ต้องเข้าประชุมประเมินการซ้อม ฉันไม่อยากไปสาย " เสียงหวานทักท้วงพลางเอี้ยวตัวหลบริมฝีปากได้รูปที่กำลังสร้างความจั๊กจี้ให้กับเขา




" เห็นนายกะตือรือร้นขนาดนี้แล้วมันอิจฉานี่ ..ไม่คิดถึงฉันบ้างหรือไง " อาการน้อยใจ ทำให้อีทึกหมุนตัวสบดวงตาสีเข้ม ที่กะตือรือร้นอย่างนี้..เพราะเป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะทำภารกิจนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ ครูสอนร้องเพลงตัวจริงกำลังบินกลับจากดูงานต่างประเทศ ..หน้าที่ฉันก็จบลงแล้วฉันก็จะได้อยู่กับนายมากขึ้นนะ คังอิน




" ไม่หรอก ..จะคิดถึงทำไม เจ้าหมีขี้น้อยใจ " คำพูดแหย่ที่ดูน่ารักในสายตาของอีกฝ่าย ..ตรงข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริง ร่างสูงฉีกมุมปากเล็กน้อยก่อนดันหลังอีกฝ่ายเข้าหาตัวมากขึ้น




" ก็เจ้าของไม่เลี้ยงให้ดี ..มันก็ต้องออกอาการน้อยใจเป็นธรรมดา " เอาสิ ..อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครจะเป็นฝ่ายยอมแพ้ มือเรียวยันต้นแขนคังอินพยายามไม่ให้คนตรงหน้าเข้าใกล้เขา..กลัวว่าถ้าอยู่อย่างนี้นานๆจะทำให้เขาไม่ได้ไปทำงานเลยน่ะสิ




" แล้วหมีตัวนี้อยากได้อะไรล่ะ ..ถึงจะยอมปล่อยเจ้าของ "




" แค่นี้พอหรือเปล่า.. " เมื่อเห็นใบหน้าเข้มเอาแต่ยิ้มกริ่ม..ไม่พูด ร่างบางจึงเอ่ยต่อพลางโน้มหลังคอของอีกฝ่ายเข้าใกล้ตน ริมฝีปากสีกุหลาบแนบบนพวงแก้มเนียนข้างขวาก่อนปล่อยอย่างรวดเร็ว




อีทึกส่งสายตาให้คนรักปล่อยมือจากตัวเขาเสียที แต่ดูท่าจะไม่ยอมหลุดได้ง่ายๆเหมือนที่คิด




" ทึกกี้ลำเอียงนี่.. " เสียงทุ้มเรียกแววตาสงสัยจากอีทึก พวงแก้มอีกข้างของเจ้าหมีขี้อ้อนถูกพองลมยื่นให้ใบหน้าหวาน เท่านี้ก็พอรู้แล้ว..ว่าร่างสูงต้องการอะไร คนตาสวยจึงต้องหอมแก้มเนียนอีกฟอดผิดก็แต่เปลี่ยนจากข้างขวาเป็นข้างซ้ายแทน




" ปล่อยฉันได้แล้วใช่มั้ย " น้ำเสียงหมั่นไส้ต่างจากรอยยิ้มพึงพอใจ พร้อมคลายวงแขนแกร่ง.. ไม่ถึงกับชุ่มฉ่ำ แต่ก็พอหล่อเลี้ยงหัวใจดวงนี้ได้บ้าง




เท้าเรียวเดินพ้นขอบประตูห้องนอน " ทึกกี้ ..วันนี้นายรีบกลับมานะ ฉันจะรอ " ดวงหน้าหวานเอียงคอเล็กน้อยมองอย่างสงสัย ท่าทางของร่างสูงดูมีความสุขไม่เหมือนทุกครั้งที่ง้ำงอเวลาที่เขาออกไปทำงานแล้วทิ้งคังอินอยู่บ้าน อีทึกไล่ความคิดนั่นแล้วรีบไปให้ทันเวลาประชุม

........................................................




นาฬิกาข้อมือถูกยกขึ้นดูเวลาเป็นระยะ ดวงตาคู่สวยก้มมองเวลาสลับกับใบหน้าของผู้เอ่ยการดำเนินงานหน้าจอโปรเจกเตอร์ ร่างบางนึกเคืองคนรัก..คำพูดที่บอกว่าจะรอ ก็เหมือนทุกทีต่างก็แต่คนที่เอ่ย ครั้งแรกที่ร่างสูงบอกว่าจะรอเขาที่บ้าน จิตใจที่เริ่มว้าวุ่น..ไม่มีสมาธิกับการทำงานแม้แต่น้อย บางทีก็เผลอยิ้มออกมาคนเดียว.. ถ้าบอกว่าไม่มีใครสังเกตเห็นท่าทางแปลกๆของอีทึกก็ดูจะผิดปกติเกินไป อย่างน้อยเด็กสาวที่นั่งเยื้องกันก็สัมผัสได้




" ขั้นตอนแรกก็ผ่านไปด้วยดี ต้องขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ " เสียงสรุปรายงานดังขึ้น อีทึกยืดหลังตรงนั่งฟังประโยคสุดท้ายด้วยความดีใจที่ตนเองจะได้กลับบ้าน




" โดยเฉพาะอีทึก ที่ต้องสละเวลามาเป็นครูฝึกชั่วคราวให้น้องๆ " ร่างบางแทบยืนไม่ทัน..ก่อนโค้งตัวขอบคุณตามมารยาท เสียงปรบมือดังเป็นระยะ..




" ถ้าไม่มีอะไรแล้ว..เลิกประชุมเท่านี้ " คำพูดที่เป็นเหมือนออดเวลาเลิกเรียน อีทึกคงไม่ต่างจากเด็กมัธยมเท่าใดนัก มือบางรีบเก็บของของตนลงกระเป๋าก่อนแทรกตัวผ่านกลุ่มคนที่เข้าประชุมด้วยกันออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว




นิ้วเรียวกดปุ่มลิฟต์..รอ รองเท้าส้นสูงสีฟ้าอ่อนหยุดยืนข้างร่างโปร่ง คนตาสวยจึงหันมองว่าที่เพื่อนร่วมลิฟต์




" แย่จังเลยนะคะ ที่ฉันจะไม่ได้เจอพี่อีกแล้ว " น้ำเสียงเศร้าสร้อยพร้อมแววตา ทำให้ใบหน้าหวานได้แต่เพียงยิ้มแก้เก้อเท่านั้น




" พูดอย่างกับพวกเราไม่ได้อยู่ค่ายเดียวกันอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวก็ได้เจอกันจนเบื่อเลยล่ะ " ชายหนุ่มพูดติดตลก




" ฉันจะโทรพี่บ้างได้มั้ย.. "




อีทึกพยักหน้าเป็นคำตอบ " ทุกเวลาเลยสำหรับน้องสาวน่ารักอย่างซูยอน.. " เด็กสาวหัวเราะในลำคอเล็กน้อยกับคำว่า น้องสาวที่น่ารัก ..แล้วพี่จะรู้ว่า ฉันเป็นคนที่น่ารักหรือเปล่า เมื่อถึงเวลา..




" เฮียวยอนไปไหนซะล่ะ " ดวงตาสวยกวาดมองหาร่างเพื่อนสนิทของหญิงสาว ..ที่ปกติติดกันอย่างกับฝาแฝด..




" วันนี้..เธอไม่ค่อยสบาย ฉันเลยมาคนเดียว " หญิงสาวก้มหน้าพลางพูดด้วยน้ำเสียงหดหู่ เป็นจังหวะเดียวกับประตูลิฟต์ที่เปิดออก ทั้งสองจึงก้าวเข้าไปพร้อมกัน..




" แล้วเราจะกลับหอพักยังไง " อีทึกเลียบเคียงถามอย่างเป็นห่วง




" นั่งแท็กซี่คะ " นาฬิกาที่ถูกยกนับร้อยครั้งในวันนี้ต้องทำหน้าที่ต่อไป ..เมื่อเจ้าของมองดูเวลาอีก ห้าโมงครึ่ง.. หากไม่ฤดูหนาว อีทึกคงไม่ลังเลที่จะกลับบ้านโดยไม่ไปส่งหญิงสาว แต่อากาศขมุกขมัวแถมยังมืดเร็ว ในฐานะรุ่นพี่อย่างเขา..คงไม่เหมาะถ้าจะปล่อยให้ซูยอนกลับคนเดียว




" เอาอย่างนี้ ..เดี๋ยวพี่นั่งไปเป็นเพื่อนเรา " รอยยิ้มแรกของวันที่อีทึกเห็น ก่อนที่ซูยอนจะกระโดดกอดเขา " พี่อีทึก ใจดีจัง.. "



...



...



...




ชายหนุ่มยืนคอยรถแท็กซี่หน้าบริษัท..หยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาแล้วตัดสินใจโทรหาใครบางคน " คังอิน.. " ซูยอนที่ยืนอยู่ข้างๆหันมองอีทึกเมื่อได้ยินชื่อของคังอิน




" ฉันอาจจะกลับช้าหน่อย.. ถ้านายหิวก็ไม่ต้องรอนะ " เสียงหวานที่กรอกตามสาย ..เรียกน้ำเสียงฮึดฮัดจากปลายสาย




[ นายเลิกแล้วใช่มั้ย รีบกลับมาเดี๋ยวนี้เลย ]




" ฉันมีธุระนิดหน่อย ต้องทำให้เสร็จก่อนถึงจะกลับได้ "




[ ธุระอะไร ..สำคัญมากนักรึไง ]




" ฉันต้องไปส่งซูยอนที่หอก่อน ..เธอกลับบ้านคนเดียว มันอันตรายเกินไป "




[ นายรู้มั้ย.. ว่าวันนี้เป็นวันอะไร ]




" เอ่อ วัน.. "




[ นายลืม..ลืมวันเกิดของฉัน นายลืมมันได้..โอเค ฉันจะถือว่านายแกล้งเซอร์ไพรส์ฉันว่า..จำไม่ได้ แต่นายต้องกลับมาตอนนี้ ฉันถึงจะให้อภัย ]




" คังอิน ..ฟังกันหน่อยสิ "




[ เลือกให้ดีนะ ทึกกี้.. ฉันจะรอนายถึงแค่ทุ่มหนึ่งเท่านั้น ถ้าฉันยังไม่เห็นนายกลับมาถึงบ้านล่ะก็ ฉันจะได้รู้ตัวสักทีว่า ตัวเองมีค่าแค่ไหนสำหรับนาย ]




" เดี๋ยวสิ คังอิน..คังอิน " เสียงหวานตะโกนใส่โทรศัพท์ ..ไร้เสียงตอบรับจากคู่สนทนา มือเรียวจึงเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าด้วยสีหน้าเคร่ยงเครียด เป็นความผิดของเขาเอง..มัวแต่ดีใจที่วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ต้องเข้าบริษัทจนลืมนึกไปว่า วันนี้จะเป็นวันเกิดของคนรักด้วยเช่นกัน..มิน่าล่ะ เห็นหน้าระรื่นแต่เช้า




" พี่อีทึกเป็นอะไรหรือเปล่า สีหน้าไม่ดีเลย " เสียงแหลมดึงร่างบางออกจากความคิด มองใบหน้าซูยอนพลางสั่นหน้าเบาๆ ..ยังไงก็ต้องส่งซูยอนก่อน จะกลับไปทันหรือไม่..ค่อยว่ากันทีหลัง




" ไปกันเถอะ รถมาแล้ว " อีทึกเปิดประตูรถแท็กซี่ที่เพิ่งจอดเมื่อครู่ให้หญิงสาวก้าวขึ้นก่อน ใบหน้าหญิงสาวยกมุมปากสูงก่อนเปลี่ยนสีหน้าเกือบในทันที ..แกล้งถามรุ่นพี่ตาสวย ทั้งที่รู้..ว่าอะไรคือสาเหตุให้คนข้างตัวคิดกังวล




วันเกิดของคังอิน..คนรักของพี่


ฉันจะให้อะไรเป็นของขวัญกับเขาดีน้า


เอาเป็นว่า เสียงทะเลาะของพี่อีทึกกับเจ้าของวันเกิดดีมั้ย


คังอินคงจำได้ไม่ลืมเลยล่ะ..




ใบหน้าหวานเหม่อลอยมองนอกรถ ..ตัวเลขดิจิตอลตรงหน้าปัดรถบอกเวลา 6:32 pm. ร่างบางเริ่มรนจึงหันมาถามซูยอน




" แน่ใจนะ ซูยอน.. ว่าเป็นทางนี้ " หญิงสาวพยักหน้าอย่างมั่นใจ หลังจากผ่านไปเริ่มต้นที่ถนนสายหลักเป็นรอบที่สี่ เพราะหญิงสาวจำเส้นทางไม่ค่อยได้ อ้างว่าปกติเฮียวยอนจะเป็นคนรู้เส้นทางทั้งหมด ส่วนตัวเธอพอขึ้นรถก็หลับงีบเกือบทันที




อีทึกเองก็หงุดหงิดบ้างแล้ว แต่จะโมโหใส่คนตรงหน้าก็คงไม่ถูกนัก.. เธอยังเด็กเกินกว่าที่จะรับผิดชอบอะไรเกินตัว และด้วยที่ว่า..เขาเป็นคนอาสามาส่งเองด้วยแล้ว จะให้ทิ้งซูยอนกลับหอเองในเวลานี้ก็ดูจะแล้งน้ำใจเกินไป




" เดี๋ยวคุณลุงเลี้ยวซ้ายตรงทางแยกข้างหน้านะคะ " ชายวัยกลางคนเจ้าของรถพยักหน้า ทำตามที่หญิงสาวบอก.. อีทึกได้แต่นั่งถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า




ล้อรถหยุดหมุนตรงหน้าที่พักของวงเกิร์ลแบนด์ของค่าย ซูยอนก้าวลงจากรถพร้อมส่งใบหน้าน่ารักพลางโบกมือให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างใน " ขอบคุณมากนะคะ พี่อีทึก..จะเข้าไปทานน้ำสักหน่อยมั้ยคะ " ซูยอนชวน




" ไม่ดีกว่า.. พี่เองก็ต้องรีบกลับบ้านเหมือนกัน " รอยยิ้มพอเป็นพิธีปรากฏบนใบหน้าของคนในรถ น้ำเสียงเนิบที่เอ่ยกับหญิงสาว ผิดกับภายในที่ร้อนรุ่ม..อยากไปจากที่ตรงนี้โดยเร็ว




" โชคดีนะคะ พี่อีทึก " ซูยอนกดเสียงต่ำจนแหบพร่าเมื่อเรียกชื่อของรุ่นพี่ มองไล่หลังรถที่เคลื่อนออกไปไกลลิบ.. มือที่เคยโบกให้พลางกำแน่น แล้วเดินเข้าบ้านด้วยสีหน้าเหยียดยิ้ม




..ขอให้โชคดีนะคะ..

...................................................




ร่างบางเก็บรองเท้าผ้าใบเข้าชั้น พลางมองบรรยากาศในบ้านที่เงียบผิดปกติ..ในวันที่ควรมีเสียงหัวเราะดีใจ ดงเฮ ฮยอกแจ ชินดงนั่งดูรายการทีวีในห้องนั่งเล่น ดวงตาที่จับจ้องเพียงตู้สี่เหลี่ยมตรงหน้า..ไม่มีแม้เสียงพูดคุยกัน หัวใจที่สั่นเพราะความกลัว..กลัวที่จะเจอสิ่งที่ตัวเองเลือกที่จะทำ นาฬิกาผนัง..เข็มสั้นชี้เลยเลขเจ็ดไปกว่าครึ่ง




" คั.. เอ่อ ฮีชอลอยู่ไหน.. " เสียงหวานทำลายความเงียบ ..ชื่อที่เคยเรียกอย่างคุ้นเคย อยู่ๆก็ไม่สามารถเอ่ยขึ้นมาได้




" ... " นิ้วของชินดงชี้ไปทางห้องครัวเป็นคำตอบ ร่างบางจึงเดินไปหาเพื่อนสนิทของตน.. อย่างน้อย ฮีชอลก็น่าจะรู้สถานการณ์ก่อนที่เขาจะกลับมา




" ฮ..ฮีชอล " ใบหน้าสวยเงยมองคนที่เพิ่งมาถึง อีทึกมองรอบบริเวณห้องครัว..ราวกับมีสงครามย่อยๆในนี้ โต๊ะกลางที่มีแก้วล้มระเนระนาด จานที่วางซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ.. พื้นที่เจิ่งไปด้วยน้ำหลากสี ร่างบางงงกับภาพตรงหน้า..




" กลับมาแล้วเหรอ " ฮีชอลเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนือยๆ รอยยิ้มที่เกือบจะไม่ขยับ ทั้งที่มอบให้คนตรงหน้าอย่างเต็มใจ
พร้อมกับมือที่เก็บสิ่งของไปไว้อ่างล้างจาน อีทึกรีบก้าวเข้ามาช่วยคนตรงหน้าทำความสะอาด




" เกิดอะไรในนี้.. " ใบหน้าสวยส่ายช้าๆ ก่อนชี้ไปทางของสิ่งสำคัญที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์




" ก็แค่หมีนิสัยไม่ดีตัวหนึ่ง พออะไรไม่ได้ดังใจก็พาล..ทำลายข้าวของ " ดวงตาสีอ่อนมองก้อนเค้กที่มีเทียนเล่มเล็กล้มทับไปมา หน้าเค้กที่ถูกแต่งอย่างสวยงามบัดนี้เหลือเพียงก้อนครีมที่กระจัดกระจาย นิ้วเรียวแตะลงบนถาดรองเค้กก้อนใหญ่




..เหมือนหัวใจของคนรอ..




" คังอินอยู่ไหน.. " เสียงหวานถามพลางหยิบเทียนเล่มเล็กขึ้นปักใหม่ หน้าเค้กที่เละเทะถูกร่างบางปาดออก แล้วหยิบกระปุกแยมผลไม้ในตู้เย็นออกมา ทาทับ..อย่างเรียบง่ายก่อนวางผลเชอร์รี่ลงตรงกลาง

..คงพอจะทำให้คังอินหายโกรธได้บ้าง..

" ในห้องนอน ..หมอนั่นเอาแต่ขลุกตัวหลังจากสร้างผลงานให้ฉันมาคอยตามเช็ดอยู่นี่ " ฮีชอลกระฟัดกระเฟียด.. หยิบกระดาษทิชชู่ที่ซับน้ำเต็มปรี่ขว้างใส่ถังขยะ

" นายคงเหนื่อยเหมือนกัน ไปพักเถอะ..เดี๋ยวฉันจะจัดการต่อเอง "



...



...



...




มือนุ่มบิดลูกบิดประตูห้อง..ไม่ได้ล็อค ร่างบางเดินเข้ามาข้างในก่อนวางสิ่งที่ถือมาด้วยลงบนโต๊ะแต่งตัว




" คังอิน.. " เสียงหวานเรียก คนที่นั่งหันหลังให้เขาอยู่บนเตียง..ไม่คิดแม้จะหันกลับมามอง




" ดูสิ.. ฉันมีของมาให้นายด้วย " น้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูร่าเริง ไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากคนที่กำลังเคืองอยู่ได้ อีทึกจึงนั่งลงใกล้แผ่นหลังกว้าง..นิ้วเรียวค่อยๆวางลงบนไหล่ของร่างสูง รอท่าทีตอบสนองของอีกฝ่าย..ที่หยุดนิ่งราวกับเขาไม่มีตัวตนอยู่ในนั้น




" คังอิน นายอย่าเล่นแบบนี้สิ..ฉันใจไม่ดีนะ ฉันรู้ว่าตัวเองผิด แต่มันเป็นเหตุสุดวิสัย.. " ดวงตาคู่สวยมองคังอิน..แววตาสั่นไหว ไม่รู้จะทำอย่างไรถึงจะให้คนตรงหน้าหายโกรธ ถ้าเพียงได้ยินเสียงทุ้มโวยวายสักหน่อยก็คงรู้สึกดีกว่าที่นิ่งเงียบอย่างนี้




รอยยิ้มจางๆปรากฏเมื่อใบหน้าเข้มหันมาข้างหลัง แต่สิ่งที่ได้ยินกลับทำให้เขาหายใจไม่ออก " ฉันไม่ได้เล่น ..ไม่มีค่าพอที่คนอย่างนายจะมาเล่นด้วยกันหรือแม้แต่จะสนใจฟังคำพูดของฉัน " มือบางหล่นจากไหล่หนา คังอินลุกขึ้นเดินไปยังก้อนเค้กที่อีทึกถือเข้ามาให้




แสงเทียนที่ส่องสว่างรอให้เจ้าของวันเกิดอธิษฐานแล้วเป่าดับมัน ..ดวงตาสีเข้มมองอยู่นานจนเสียงหวานเอ่ยขึ้น " เป็นไง ..ฉันแต่งเองเลยนะ สวยใช่มั้ยล่ะ.. " อีทึกบังคับเสียงไม่ให้สั่น ไม่เป็นไร..ไม่เป็นไรนะ อีทึก คังอินก็แค่งอนเท่านั้น เมื่อกี้..หมอนั่นก็แค่พูดตามอารมณ์ เสียงสะท้อนเบาๆในใจได้แต่ปลอบร่างบาง




..เคร้ง..




" มันจบไปแล้ว ..งานวันเกิดฉันจบไปตั้งแต่ตอนหนึ่งทุ่มแล้ว วันเกิดที่ไม่มีแม้คนรักที่จะอยู่ฉลองด้วยกัน..ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ " น้ำเสียงประชดประชันพร้อมอาการยิ้มเยาะตัวเอง




เสียใจที่..คำพูดตัวเองไม่อาจเปลี่ยนใจร่างบาง


เสียใจที่..คิดว่าเขาต้องมา


เสียใจที่..เวลาที่ฉันรอนาย..นายกลับอยู่กับคนอื่น




ดวงตาคู่สวยมองถาดเค้กที่คว่ำอยู่ตรงพื้นด้านล่าง พลางเงยมองใบหน้าเข้มที่เรียบเฉย แต่แววตาเจ็บปวดบนใบหน้าของคังอิน..ทำให้เขาต้องหลบสายตา




" ฉันขอโทษ ..แต่นายจะให้ฉันทำอย่างไร ปล่อยให้ซูยอนกลับที่พักเองโดยบอกเธอว่าฉันต้องกลับมาฉลองวันเกิดให้นายงั้นหรือ ในฐานะรุ่นพี่..คงเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัว "




" แต่ในฐานะคนรัก ..นายควรจะทำอย่างนั้น ฉันไม่สนว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร.. แต่นายก็ยังไม่เลิกนิสัยขี้ใจอ่อนเสียที รู้มั้ย..ว่านั่นคือจุดอ่อนของนายน่ะ " จุดอ่อน..ที่ซูยอนกำลังใช้เป็นเครื่องมือ ฉันเองก็ไม่รู้ว่า เธอต้องการอะไร.. แต่อย่างน้อย เธอก็ต้องการให้เรามีปากเสียงกัน




..คงสมใจเธอแล้วสินะ..




" จุดอ่อน?? การที่ฉันเห็นใจคนอื่น..สร้างเรื่องยุ่งยากงั้นหรือ สร้างความลำบากให้มากใช่มั้ย ถ้าความหวังดีของฉันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ฉันก็จะไม่คิดเสียใจเลย " อีทึกก้มลงเก็บเศษขนมเค้กลงบนถาดที่ตัวเองหงายขึ้นมา ปวดหัวกับเรื่องที่เกิด..คนตรงหน้าคงคุยกันไม่รู้เรื่องในตอนนี้ อารมณ์กรุ่นรังแต่จะทำให้เรื่องราวใหญ่โต




" นายต้องเสียใจแน่ ..สักวัน นายต้องเจ็บ เพราะสิ่งที่นายเรียกว่าความหวังดี " เสียงทุ้มกล่าวจบพร้อมเสียงปิดประตูอย่างแรง ขอบตาที่เริ่มร้อนผ่าว.. อีทึกยกถาดขึ้นวางบนโต๊ะก่อนหลับตาซบกับท่อนแขนของตัวเอง ทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำไป ..กำลังทำอะไรอยู่ ไหนบอกว่าจะมาง้อคังอิน แต่ภาพที่เห็นไม่ต่างจากราดน้ำมันลงกองไฟ ร่างบางเปิดลิ้นชักตู้เสื้อผ้าพลางหยิบต่างหูคู่โปรดของตัวเองขึ้นมา ..รูปไม้กางเขนที่ทำจากทองคำขาววางบนผ้าสักหลาดสีขาวผืนเล็ก คือสิ่งที่อีทึกเก็บไว้อย่างดี




" ถึงงานเลี้ยงวันเกิด..ฉันจะเป็นคนทำลายมันเอง แต่นายจะรับของขวัญชิ้นนี้ไว้ใช่มั้ย ..คังอิน " เสียงหวานรำพึงเหมือนคนฟังอยู่ตรงหน้า หยดน้ำที่ไหลผ่านแก้มบาง.. เย็นจนคนตาสวยสะท้าน




น้ำตาในฤดูหนาว ..เจ็บเหลือเกิน

...................................................................

 

“ อีทึก..สีหน้านายไม่ค่อยดีเลย มีอะไรหรือเปล่า ” ฮีชอลถาม.. ขณะอยู่ในห้องแต่งตัวกันเพียงลำพัง ใบหน้าที่อมทุกข์ตลอดเวลา สองสามวันมานี้..แม้ฝืนยิ้มมากเท่าไหร่ เขาก็พอสังเกตและเดาถึงสาเหตุได้




“ นิดหน่อย ..อีกสักพักคงดีขึ้น ” คำพูดปลอบใจตัวเอง เพราะตั้งแต่วันเกิดของคังอินที่ร่างบางเป็นคนทำลายลง..ก็ไม่มีเสียงทุ้มพูดคุยเล่นอีกเลย ทั้งที่พยายามเอ่ยปากชวน..กลับกลายเป็นความเงียบเท่านั้น อาหารโปรดที่ร่างสูงอ้อนขอให้เขาทำให้ทานเป็นประจำ ตอนนี้หากตั้งอยู่ตรงหน้าก็..ไม่พร่องเลยสักนิด




“ นายต้องห้ามร้องไห้เด็ดขาด ”




“ ทำไมล่ะ ” ดวงตาสวยมองใบหน้าเพื่อนสนิทอย่างสงสัย ..ถึงจะห้าม แต่เขาก็ดันเสียน้ำตาไปแล้ว..




“ ก็เพราะ..ไม่รู้สิ นายมันขี้แย อีทึก  ” นอกจากไม่ได้ยินเหตุผลแล้ว ยังได้รับคำว่ามาอีก แต่ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกเคืองสักนิด..ยิ้มรับได้อย่างไม่รู้สึกติดใจ อาจเพราะว่าเรื่องที่ฮีชอลพูดเป็นเรื่องที่ที่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้




“ อย่างน้อยหัวใจชั้นก็ไม่ด้านชาเหมือนใครบางคน ”




“ อีทึก ..นายว่าชั้นรึไง ” ใบหน้าสวยมองอีทึกที่ปรายตามาทางเขาพลางอมยิ้ม ด้านชา..อะไรกัน




“ เคยมีคนบอกว่า ยิ่งเราเสียน้ำตาให้กับเรื่องที่เรารู้สึกแย่มากเท่าไหร่ จะทำให้เราผูกพันกับสิ่งนั้นมากขึ้น ”




“ ไม่จริง ..ชั้นไม่เห็นว่ามันจะดีสักหน่อย ยกตัวอย่าง..ถ้าต้นไม้ที่นายรักมาก เกิดตายขึ้นมา..นายเสียใจจนคิดว่าตัวเองคงไม่ซื้อต้นใหม่มาเลี้ยงอีกแล้ว แต่พอผ่านไปสักพัก..พอนายเห็นต้นไม้ที่ถูกใจต้นใหม่ นายก็จะลืมคำพูดที่นายเคยบอกตัวเอง ” ฮีชอลแย้งเสียงหวาน ..ชอบพูดอะไรเข้าใจยาก เรื่องคิดลึกซึ้งเนี่ย เขาไม่ถนัดเลยจริงๆ




อีทึกพยักหน้าเบาๆ หลังจากฮีชอลพูดจบ “ ที่นายพูดก็ถูก.. เอาเป็นว่าไม่มีใครผิดดีมั้ย ” น้ำเสียงประนีประนอมดังขึ้น ความรู้สึกที่เหมาะกับชั้นต่างจากความรู้สึกที่เหมาะกับนาย..อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน




“ นี่..อีทึก ชั้นถามจริงๆนะ ถ้าเกิดวันหนึ่ง..นายต้องเลิกกับคังอิน นายคิดว่าตัวเองจะอยู่ได้มั้ย ” น้ำเสียงจริงจังแฝงแววกังวล อยากรู้ว่าคนตรงหน้าจะเป็นอย่างไร..หากวันนั้นมาถึง ไม่ว่าเพราะคนทั้งคู่หรือเพราะใครก็ตาม




“ ได้สิ ..ถ้าสักวัน ชั้นต้องอยู่คนเดียว ชั้นเชื่อว่าตัวเองอยู่ได้แน่นอน เพียงแต่..ขอให้เอาความทรงจำของชั้นที่มีคังอินออกไปด้วย ” น้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมใบหน้าระบายยิ้มเล็กน้อย คนถามนิ่งครุ่นคิดว่าสิ่งที่หลุดจากริมฝีปากสีกุหลาบนั่นเป็นแค่คำพูดล้อเล่นหรือเปล่า




นายเลือกที่จะลืมคังอิน ..แน่ใจแล้วเหรอ




“ แต่นายก็มีความสุขเวลาอยู่กับหมอนั่น..นายก็ยังจะทำอย่างนั้นเหรอ ”




“ อืม ถ้าความสุขที่จำเป็นต้องแลกกับความทุกข์ที่ชั้นไม่สามารถรับมันได้ ชั้นเลือกที่จะให้จิตใจเหลือเพียงความว่างเปล่า บางทีคงดีไม่น้อย..หากความรู้สึกของชั้นที่มีต่อเขาเป็นเพียงแค่สายลม ” รับรู้แต่ไม่เห็นตัวตน ..ชั้นอยากให้ความรักของชั้นเป็นอย่างนั้น




ฮีชอลสังเกตแววตาหม่นลงของอีกฝ่ายอย่างรู้สึกผิด “ อีทึก.. ชั้นแค่ถามเฉยๆ ไม่ต้องคิดมากนะ ”




“ อืม.. ” มือเรียวหยิบเสื้อนอกที่วางบนเก้าอี้ก่อนเดินออกจากห้องพร้อมกับฮีชอล




...............................................................

รายการหนังที่ต้องการดูจบลง.. แต่ก็ดึงดันเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ ทั้งที่รู้ว่าเป็นเวลาที่สถานีจะตัดเข้าสู่ช่วงข่าวรอบบ่ายเสียงถอนหายใจดังเป็นระยะ มือหนากดดับภาพในจอทีวีก่อนเอนตัวนอนบนโซฟานุ่ม

เปลือกตาหนาหลับลง..ผ่อนลมหายใจยาว บ้านที่มีเพียงเขาคนเดียว ดูวังเวงจนภาวนาให้มีใครสักคนเสร็จงานแล้วกลับมาอยู่เป็นเพื่อนเขาเร็วๆ อย่างน้อยก็หยุดความคิดฟุ้งซ่านของตัวเองลงได้บ้าง




สามวัน..กับสายตาเมินเฉยที่แสร้งส่งให้ร่างบาง รู้ว่าอีทึกต้องเจ็บปวด แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะหยุดทำ บางครั้งที่ความคิดอยากยิ้มให้ร่างบาง อยากโอบกอดร่างอุ่นนั้นไว้..อยากหัวเราะด้วยกัน สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงจินตนาการเท่านั้น เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่เขากำลังนั่งรอคนรักกลับมาทันงานวันเกิดของตัวเอง




ความโกรธเคืองกลายเป็นความน้อยใจ




ความผิดคงตกอยู่ที่เขา ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง ..ได้ยินน้ำเสียงร่าเริง ..ได้เห็นเค้กที่อีกฝ่ายบรรจงแต่งแต้ม ทำไมถึงไม่ให้อภัยตั้งแต่ตอนนั้น ทำไมถึงไม่คิดที่จะเอ่ยคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ แล้วนั่งทานเค้กด้วยกัน..กลับปล่อยให้ยืดเยื้อ




จากการตัดสินใจผิดพลาดกลายเป็นไม่กล้า




ไม่กล้าเริ่มพูดก่อน ..ไม่กล้าสบตา ..ไม่กล้าเข้าใกล้  สุดท้ายสิ่งที่ชั้นกลัวที่สุด คือ ไม่กล้ารักนาย ..รู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนที่ดีพอให้คนอย่างนายรัก แต่ในเมื่อนายให้โอกาสแล้ว ทำไมชั้นถึงเอาแต่ใจ ..เพราะคิดว่านายจะอยู่ข้างชั้นตลอดไป




เพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง




อะไรที่ทำให้ชั้นและนายต้องบาดหมางกัน ปัญหาของเราทั้งสองคน.. ชั้นจะไม่ยอมให้มันเลวร้ายไปมากกว่านี้




ร่างสูงลุกขึ้นนั่งก่อนหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะโทรหาใครบางคน ..สีหน้าเคร่งเครียดแฝงแววความมุ่งมั่น 




“ ชั้น..คังอิน ”




[...]




“ ตอนนี้เธออยู่ไหน ”




[...]




“ เจอกันหน่อยได้มั้ย ”




[...]




“ เดี๋ยวชั้นไปรับ.. ” เสียงทุ้มหยุดลงพร้อมลุกขึ้นคว้าจากโซฟาแล้วหยิบกุญแจรถ เดินออกจากบ้านทันที




................................................




“ อีทึก ชั้นต้องเข้าไปหาฮีบอนก่อนน่ะ ” เสียงของคนสวยโอดโอยเล็กๆ เมื่อเพื่อนสาวโทรมาเรียกให้เจ้าตัวไปเก็บของที่ฮีชอลกองพะเนินไว้ในห้องอัด จนตอนนี้น่าจะเรียกว่าห้องเก็บของเสียมากกว่า




“ อืม ..จะให้ชั้นไปเป็นเพื่อนมั้ย ” เสร็จจากออกรายการเมื่อครู่ เขายังไม่อยากกลับบ้านเลย..ว่าจะชวนฮีชอลไปหาของกินกันซะหน่อย แต่ดันมีสายเข้าจากฮีบอนก่อนนี่สิ




“ ไปกันก็ได้ ..เดี๋ยวชั้นโทรบอกซีวอนให้ไปรับที่สถานีเลยดีมั้ย ”




“ ม..ไม่เป็นไร ชั้นว่าชั้นไม่ไปกวนใจนายดีกว่า ” ลืมไปเลย เห็นช่วงนี้งานซีวอนดูยุ่งๆ ฮีชอลเองก็ยุ่งไม่แพ้กัน นานๆทีถึงจะเห็นสองคนนี้ออกไปไหนมาไหนด้วยกัน จะไปเป็นก้างขวางคอก็คงไม่ดีนัก..




“ แล้วนายจะกลับยังไง ” มือเรียวยกขึ้นชู ฮีชอลมองอย่างงงๆ ..ใบหน้าหวานระบายยิ้มอ่อนโยน “ ขึ้นรถประจำทางกลับไง สะดวกออก.. ” เป็นที่รู้กันว่า หากคิดจะประหยัดค่าเดินทางโดยขึ้นรถบัส คงต้องเหนื่อยกับการเอื้อมมือโหนราวไปสุดสายแน่ๆ ยิ่งช่วงงานเลิกตอนเย็นด้วยแล้ว..เรื่องที่จะได้นั่งกันสบายๆก็เลิกหวังไปได้เลย




“ ระวังตัวด้วยแล้วกัน ” ฮีชอลโบกมือลาแล้วเดินแยกไปอีกทาง ทิ้งชายหนุ่มดวงตาสวยไวัลำพัง..ใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อครู่จางลง ก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นดู เผื่อหวังว่าจะมีคนที่เขาคิดถึงโทรมาบ้าง.. ไม่มีอีกแล้ว เฮ้อ~






เท้ายาวหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าหญิงสาวที่นั่งอ่านนิตยสารรอชายหนุ่มในล็อบบี้ของบริษัท แว่นตาสีดำบดบังใบหน้าเข้มไปกว่าครึ่ง “ มาแล้วเหรอ.. ”  น้ำเสียงดีใจปรากฏพร้อมกับปิดหนังสือลงวางบนชั้น




“ ไปกันเถอะ ” ร่างสูงเอ่ย..เสียงเรียบจนคนฟังจับความรู้สึกได้ แต่ก็นะ..แค่พี่โทรหาชั้น แค่นั้นก็เกินคาดแล้ว




ซูยอนเดินตามหลังชายหนุ่มที่ก้าวเร็วกว่าเธอมากนัก ราวกับว่ากลัวใครจะเห็นการพบกันของคนทั้งคู่ โดยเฉพาะการสวมแว่นของร่างสูง เหมือนกับต้องการพลางตัวว่าไม่ใช่คนอื่นรู้ว่าเป็น..เขา




สิ่งที่เราคิด..มักไม่เป็นดังที่คิดเสมอ



เหมือนกับตอนนี้...




........................................................................




บริกรหนุ่มเสิร์ฟถ้วยกาแฟที่ถูกแต่งหน้าด้วยครีมสดกรีดเป็นลวดลายดอกไม้ ..พร้อมแก้วน้ำผลไม้สดสีแดงส้มทรงสูง เก้าอี้นวมนุ่มขนาดใหญ่ของแต่ละโต๊ะตั้งอยู่ห่างกัน เพิ่มความเป็นส่วนตัวของคู่สนทนา ..โทนสีน้ำตาลเข้มของไม้มะฮอกกานีขับความรู้สึกสบายตาให้คนที่เข้ามานั่งพักผ่อน ซึมซับบรรยากาศภายในร้าน




มือหนาหยิบช้อนเล็กคนแก้วกาแฟของตัวเอง ..ไม่แม้แต่จะสนใจสิ่งที่ตกแต่งไว้ “ อ่า.. พี่ไม่น่าคนแบบนั้นเลย ”เสียงบ่นเสียดายจากหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามพลางยกแก้วน้ำผลไม้ของตัวเองขึ้นดื่ม




“ ไม่ได้เจอพี่ตั้งนาน.. คิดถึงชั้นบ้างหรือเปล่า ” เสียงแหลมเอ่ยถาม น่าจะเกือบสองปีแล้วมั้ง..ที่เราสองคนไม่ได้คุยกันเลย




“ เธอตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ ซูยอน ” เสียงทุ้มมุ่งเข้าจุดประสงค์ที่เรียกหญิงสาวออกมาคุย ดวงตาใส..มองชายหนุ่มก่อนหัวเราะคิกคักในลำคอ




ใจร้อน..ไม่เคยเปลี่ยน




“ ชั้นก็แค่อยากรู้ ..ว่าพี่ลืมชั้นแล้วหรือยัง ”




“ ลืม?? ใครจะลืมเธอได้ลง ” น้ำเสียงยิ้มเยาะตัวเอง ..ลืมคนที่เคยทำให้เจ็บเจียนตายได้งั้นหรือ ลืมคนที่บอกเลิกในวันที่เขามีความสุขที่สุด ..หรือว่าลืมที่คนที่ไม่บอกเหตุผลสักนิดว่าเขาทำผิดอะไร




แต่การจำได้ของชั้น ..ไม่ใช่ว่าเธอคือคนรัก




“ ดีจังที่พี่ยังจำชั้นได้ ” แน่นอน..ว่าจะทำได้แม่นกว่านี้อีก




“ เธอเข้าใกล้อีทึก ..ทำไม ” คังอินเสียงเข้ม จ้องดวงตาของหญิงสาวที่ดูไม่รู้ร้อนกับคำพูดของเขา




“ ชั้นคงชอบเขามั้ง.. ” เสียงแหลมตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนเงยหน้าสบดวงตาสีเข้ม.. สนุกจริงๆ




“ ชอบหรือ ..เธอแน่ใจว่ามันไม่ใช่ความสนุกที่เธออยากได้แน่เหรอ ” คังอินถามย้ำ พลางแค่นหัวเราะ..มือเล็กกอดอกมองใบหน้าเข้มอย่างขัดใจ




“ ใช่ ..ชั้นสนุกที่ได้แกล้ง แต่จะเกี่ยวอะไรกับพี่ ถ้าชั้นจะแค่เก็บพี่อีทึกเป็นเพียงของเล่น ”




..ปัง..




มือหนาตบลงบนโต๊ะเสียงดัง ..พอที่จะเรียกพนักงานในร้านหันมองกันเป็นแถว หญิงสาวยังคงนั่งนิ่ง..แม้ในใจจะเริ่มหวั่นบ้างแล้วก็ตาม คงไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้วสินะ ..คนที่ทำให้ร่างสูงตรงหน้าแสดงท่าทีเกรี้ยวโกรธได้ขนาดนี้




คงเป็นคนที่พี่รักมากสินะ ..แล้วชั้นจะคอยดูว่าจะรักกันมากแค่ไหน




“ อิจฉาพี่อีทึกจริงๆ ที่ทำให้คนอย่างพี่เดือดขึ้นได้ ..คบกันมานานเท่าไหร่แล้วล่ะ ” เสียงดูแคลนถามขึ้น ดวงตาสีดำนิ่งงัน ซูยอนรู้ได้อย่างไร..ว่าเขากับอีทึกกำลังคบกันอยู่




“ เธอรู้.. ”




“ แน่นอน ..พี่ก็รู้ว่า ถ้าชั้นไม่มั่นใจว่าจะทำอะไรสำเร็จ ชั้นจะไม่ลงมือเด็ดขาด ” แผ่นหลังบางพิงพนักพลางนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ..พอเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของอีกฝ่าย




“ แล้วตอนนี้เธอต้องการอะไร ” น้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น ..อะไรที่ร่างตรงหน้าตั้งใจทำแล้ว คงยากที่จะยับยั้งมัน




“ อะไรน่ะเหรอ..ก็แค่ ” ซูยอนเว้นช่วง ..ก่อนเอ่ยพลางจ้องแววตาสีดำที่ไหวราวกับลุ้นคำพูดของเธอ




“ อยากเห็นพวกพี่เลิกกัน ”

...........................................................................

 

ดวงตาสีเข้มจ้องมองอีกฝ่ายไม่ไหวติง ..มองลึกเข้าไปเพื่อจะหาแววตาล้อเล่น แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้หัวใจของเขาต้องหวั่นเกรงกับคำพูดเมื่อครู่




..เลิกกัน..




เสียงโทรศัพท์ของคังอินดังขัดบทสนทนาที่เงียบลง มือหนาล้วงออกจากกระเป๋าเสื้อคลุม..เพียงเห็นชื่อของคนโทรเข้า นิ้วเรียวก็ไม่กล้ากดรับ




..ทึกกี้..




หญิงสาวยังคงนั่งกอดอกมองคนตรงข้าม ก่อนยิ้มเหยียด “ ทำไมไม่รับล่ะ ..ดังจนชั้นรำคาญแล้วนะ ”




คังอินกำมือถือของตัวเองแน่นกว่าเดิม ราวกับต้องการให้มันหยุดส่งเสียง..จะให้กดตัดสาย เขาเองก็ไม่อาจหาญถึงขนาดนั้น แต่จะให้กดรับ..เสียงหวานคุ้นหูทำให้เขารู้สึกผิดมากกว่าเดิม ที่มอบแต่ความรู้สึกแย่ๆให้




เสียงโทรศัพท์เงียบลง ..พร้อมหัวใจเจ้าของมือถือที่เต้นเป็นปกติ ต่างจากคนโทร..ร้อนรนเหมือนจะขาดให้ได้




“ เขาต้องเสียใจแน่ๆ ” เสียงหวานเอ่ยสำทับ ส่ายหน้าเสียดาย..ที่ชายหนุ่มไม่ยอมรับ บางทีเรื่องอาจดำเนินเร็วกว่าที่หล่อนคิดไว้




“ ซูยอน ..ขอร้อง อย่ายุ่งกับอีทึก ” คังอินพูดเสียงอ่อน ..จะให้ทำอะไรก็ได้ ขออย่าให้เขาเจ็บไปกว่านี้




“ ถ้าชั้นทำตามคำขอพี่ ..แล้วชั้นจะได้อะไร ” ใบหน้าหญิงสาวเชิดขึ้นพร้อมน้ำเสียงชนะ สถานะของซูยอนไม่ต่างจากคนที่กำลังถือมีดฟังคำขออ้อนวอนจากเหยื่อ..




“ แล้วเธอต้องการอะไร.. ”




“ ฮึ..ฮึ พี่ก็รับปากก่อนสิ ว่าจะทำให้ชั้น ” คังอินนั่งหน้าเครียด ..ข้อตกลงที่อยากรู้ ซูยอนคงไม่ยอมพูดออกมาง่ายดาย ถ้าเขาไม่รับปาก แต่จะให้ทำตามที่คนตรงหน้าบอก..เดี๋ยวก็ได้ใจกันเข้าไปใหญ่




“ ดูท่าทางความรักของพี่ที่มีต่อพี่อีทึกท่าจะไม่มากมายอย่างที่ชั้นคิดซะแล้วสิ ..แต่ก็เอาเถอะ ยังไงพวกพี่ก็ต้องเลิกกันอยู่ดี ” ซูยอนเตรียมตัวลุกขึ้น เมื่อคิดว่าบทสนทนาระหว่างพวกเขาคงไม่มีอะไรที่สร้างประโยชน์ให้เธอไปมากกว่านี้ ..แค่ที่พูดให้ชายหนุ่มฟังก็มากพอแล้วสำหรับความผิดพลาดของนางร้ายอ่อนหัดอย่างเธอ




บอกแผนการของตัวเองให้เป้าหมายฟัง ..คงไม่ใช่ทางที่ดีนัก




“ เดี๋ยว ..ตกลง ขอเพียงเธอเลิกยุ่งกับเขา ชั้นจะทำตามที่เธอบอก... ” หล่อนหันมองร่างสูงที่นั่งอยู่..ด้วยสีหน้ามีความสุข




“ ทุกอย่าง.. ” เสียงแหลมเน้นย้ำให้อีกฝ่ายเข้าใจตรงกัน




“ ทุกอย่าง ..ซูยอน ”




..................................................................




นิ้วเรียวเล็กที่กดโทรศัพท์ของตัวเองมือระวิง ..มองประตูบ้านที่หวังว่าจะปรากฏร่างของคนที่เขากำลังคิดถึงอยู่ สามชั่วโมงกับการนั่งแล้วก็เดินไปมา หากเพียงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มสักครั้ง..คงไม่กังวลขนาดนี้




“ พี่อีทึก.. ” ดงเฮเดินออกจากห้องนอน ..ยังคงเห็นคนตาสวยนั่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าไม่ดีนัก




“ อ้าว ..ดงเฮ  ” เสียงหวานปรับน้ำเสียงให้ดูร่าเริงขึ้น เอ่ยทักคนน่ารักที่สวมชุดนอนเรียบร้อยแล้ว




“ พี่รอคังอินอยู่เหรอ.. ” อีทึกพยักหน้าเล็กน้อย ก็ไม่อยากรอ..แต่หมอนั่นไม่ยอมกลับมาซะที




“ ผมว่าพี่ไปอาบน้ำก่อนเถอะ ยิ่งดึกจะยิ่งหนาว..ไม่สบายขึ้นมา คังอินมันคงได้อาละวาดทั่วบ้านโทษฐานที่พวกผมไม่ดูแลพี่ให้ดี ” คำพูดติดตลก ทำให้ใบหน้าหวานของหัวหน้าวงหลุดขำออกมานิดหน่อย แต่นั่นก็เพียงที่อีทึกจะทำตามที่รุ่นน้องเตือนด้วยความหวังดี




“ อืม..เอาอย่างนั้นก็ได้ ” เสียงหวานเอ่ยก่อนเดินเข้าห้องนอนของตัวเอง รอยยิ้มที่เคยปรากฏบนใบหน้าของคนสวมชุดนอนกลับเหลือเพียงแววตาห่วงใยร่างของคนที่เพิ่งลับตา “ พี่อย่ากังวลเลย ..คังอินรักพี่มากนะ ”





ประตูบานใหญ่ถูกไขออก ..คังอินเหลือบดูนาฬิกาแขวนเรือนใหญ่ เวลาที่เขาควรจะอยู่บ้าน อยู่กับคนที่เขารัก..มันคงหายไปแล้วสินะ ร่างสูงก้าวผ่านประตูห้องนอนของตัวเอง ดวงตาสีเข้มมองภาพเบื้องหน้าก่อนก้าวเข้าใกล้ร่างบางที่นอนซบแขนตัวเองอยู่ตรงโต๊ะทำงานตัวเล็กในห้อง




เก้าอี้กลมสีขาวที่วางอยู่ใกล้ๆถูกมือหนาดึงมาใช้งาน ..กลิ่นสบู่ลอยแตะจมูกของอีกฝ่าย กลิ่นกายที่ทำให้หัวใจของคนสัมผัสเต้นแรง ..เมื่อนึกถึงสัมผัสที่ขาดหายไปนาน ใบหน้าเข้มโน้มลงเกยโต๊ะข้างใบหน้าหวานที่ยังคงหลับตาพริ้ม.. มือหนาปลดแว่นตาของอีทึกที่สวมอยู่ออกมาวางไว้ข้างตัว ผ้าห่มผืนเล็กที่เพิ่งนำไปซักพับวางอยู่บนโต๊ะแต่งตัวจึงได้ทีให้ร่างสูงหยิบวางคลุมร่างบอบบางจากความหนาว




“ ทึกกี้.. ” เสียงเรียกแผ่วเบา ความรู้สึกที่อยากให้ร่างตรงหน้าลืมตาขึ้นมองเขา..ด้วยสายตาอบอวลไปด้วยความรัก จะขอมากไปหรือเปล่า




“ อืม.. ” เสียงหวานครางในลำคอพลางเบือนหน้าไปอีกฝั่ง ดวงตาของคนมองเริ่มหม่นลง..ความรู้สึกที่เหมือนกำลังจะโดนนายทิ้ง เห็นแต่แผ่นหลังของนาย.. มันทำให้ชั้นหายใจไม่ออก เปลือกตาหนาปิดลงเหมือนใช้ความคิดก่อนพ่นลมหายใจยาวแล้วเรียกชื่อคนรักอีกรอบ “ ทึกกี้.. มานอนตรงนี้ได้ไง เดี๋ยวเป็นหวัดกันพอดี ”




ใบหน้าหวานส่ายเล็กน้อย พลางลืมตามอง ..ร่างของคนที่เขารอจนเผลอหลับไป.. “ คังอิน.. ”




“ ชั้นน่ะสิ ..หรือนายนึกว่าใคร ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างน้อยใจ กลบเกลื่อนความรู้สึกผิดต่อคนตรงหน้า




“ ก็นึกว่าหมีตัวไหนบุกเข้ามาในห้องโดยไม่ได้รับอนุญาตซะอีก ” อมยิ้มอ่อนโยนในรอบหลายวัน เพราะเสียงทุ้มเพียงไม่กี่คำ ..เขามีผลต่ออีทึกมากขนาดนั้นเชียวหรือ..




มือบางหยุดขยี้ตาก่อนหยิบแว่นที่ใส่เมื่อครู่ แล้วหยุดชะงักเมื่อถูกมือหนารั้งไว้ “ ตอนนายถอดแว่น ..ดวงตาของนายสวยมากนะ ” คำชมที่นานทีปีหนจะหลุดจากริมฝีปากหนา แล้วแววตาใส..เหมือนมีน้ำตาคลอล่ะ หรือว่าเขาจะคิดไปเอง




“ นายไม่ยุติธรรมเลยนี่ ..นายเอาแต่จ้องหน้าชั้น แต่ชั้นกลับเห็นแค่ใบหน้านายลางๆเท่านั้น ” เสียงหวานท้วงการกระทำของคังอินอุปกรณ์ในมือบางที่ถูกร่างสูงริบไปเสียแล้ว ..น้ำเสียงเง้างอน ผิดกับความรู้สึกที่โล่งอก เมื่อคนตรงหน้าหายโกรธเขา




“ ขอให้ชั้นได้เห็นนาย แค่นั้นก็พอแล้ว ” ใบหน้าหวานที่ยิ้มอ่อนโยน..จะจดจำได้อย่างแม่นยำ จำว่าชั้นเป็นคนทำร้ายและก็ช่วยเหลือความรักของเราในเวลาเดียวกัน




คังอินเชยคางอีกฝ่ายขณะเบือนหน้าหนี พลางหยิบตุ๊กตาหมีในถุงกระดาษที่ตัวเองเพิ่งซื้อมาให้ร่างบาง ..มือเรียวรับมาอย่างไม่ใส่ใจนัก บวกกับความงุนงง..ก็เขาเป็นฝ่ายผิดนัด แล้วทำไมคังอินต้องเป็นคนง้อล่ะ




“ ให้ทำไม.. ”




“ ชั้นขอโทษ.. ” แววตาสีเข้มหลุบต่ำ กุมมือบางสองข้างไว้ด้วยกัน




“ เรื่องที่นายไม่รับโทรศัพท์ของชั้นน่ะเหรอ ..นายทำอะไรอยู่ ติดงานเหรอ ” เสียงหวานถามขึ้น ทำเอาเขาใจหาย..คิดว่าเกิดเหตุไม่ดีกับคนตรงหน้าเสียอีก




“ ... ” ใบหน้าเข้มยังคงก้มลงซบกับมือของคนรัก จนร่างบางแปลกใจ




“ ชั้นขอโทษ..ทุกเรื่องที่ชั้นเคยทำให้นายไม่พอใจ ทำให้นายรู้สึกไม่ดี นี่จะเป็นตุ๊กตาขอโทษตัวสุดท้ายที่ชั้นจะให้นาย เพราะชั้นจะทำตัวให้สมกับเป็นคนรักของนาย..คนที่นายวางใจให้ดูแลความรักของเรา ” ขอโทษ..ที่ต้องโกหกกัน ขอโทษที่ชั้นไม่อาจอยู่กับนายได้ตลอดเวลา ..และขอโทษที่ชั้นทำอะไรไม่ได้นอกจากพูดคำนี้




น้ำอุ่น..ร่วงจากดวงตาข้างซ้าย อีทึกนิ่งอึ้ง..คำพูดที่น่าจะเรียกใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของเขาและร่างสูง กลับทำให้เขาอึดอัด ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด “ นายร้องไห้ทำไม ” น้ำตาของคังอิน.. คงออกมาเพราะความสุข ชั้นเชื่อแบบนั้น




“ แค่น้ำตาไหลออกมา ..ไม่ใช่ว่าจะร้องไห้ซะหน่อย ” เถียงข้างๆคูๆ ..กลัวว่าจะทำให้อีทึกใจไม่ดีไปด้วย แต่ก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ถ้าร่างบางรู้เข้า..ถ้าคนตรงหน้ารู้ว่าเขากำลังทำอะไร คนที่เจ็บปวดคงไม่ได้มีแค่เขาเพียงคนเดียว




คนที่เชื่อใจ..กำลังจะหักหลังกัน


นายจะยังเชื่อใจชั้นอีกหรือเปล่า




นิ้วเรียวยาวแตะขอบตาล่างของอีกฝ่าย ความชื้นที่สัมผัส..หยดน้ำบนปลายนิ้ว อีทึกเลื่อนมาทาบลงบนริมฝีปากสีกุหลาบของตน  “ คนปากแข็ง.. ภาพก็ฟ้องอยู่ตำตา ยังจะเถียงอีก ” อมยิ้มหวานมอบให้คนตาแดง ..หัวใจที่ถูกปลอบโยนค่อยๆเข้มแข็งเหมือนเดิม




ร่างบางรั้งคังอินเข้ามากอด..หวังเพียงความอบอุ่นจากร่างกายของตัวเองจะทำให้ร่างสูงรู้สึกดีขึ้นบ้างเท่านั้น ..ไม่มากก็น้อย “ ชั้นจะอยู่กับนาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น.. ” ไม่ว่านายจะยังต้องการชั้นหรือไม่ ..ชั้นก็จะอยู่ที่นี่




 ..เพราะชั้นเป็นของนายคนเดียว คังอิน




ร่างสูงกลืนน้ำตาที่คลอเอ่อ เพิ่มตราบาปของตัวเองเท่าทวี.. ถ้านายรู้ ถ้านายรู้ นายจะยืนข้างชั้นอีกหรือเปล่า




................................................................




แสงไฟสุดท้ายที่หัวเตียงของคิบอมมืดลง ..ความสว่างจากภายนอกในยามคืนในฤดูหนาวไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจนเหมือนตอนหน้าร้อน ผ้านวมหนาปกป้องร่างทั้งสองจากอากาศหนาวบาดเนื้อ..มีเพียงร่างกายที่ได้รับความอบอุ่น แต่จิตใจของพวกเขายังคงเมินเฉยไม่เปลี่ยนแปลง




แผ่นหลังกระทบกัน บ่งบอกถึงใบหน้าของคนทั้งคู่ที่หันไปคนละทาง..ทั้งที่หัวใจร้องเรียกซึ่งกันและกัน แต่ก็ยังฝืนเพราะความเจ้าอารมณ์ของแต่ละฝ่าย




ฝืนที่จะไม่หันไปมองอีกคน ..ทั้งที่อยากรู้ว่าเขาทำอะไรอยู่


ฝืนที่จะปิดปากสนิท ..ทั้งที่อยากเอ่ยถาม


ฝืนที่จะไม่คิดถึง ..ทั้งที่อีกคนคือความนึกคิดของตัวเอง




ฮันกยองลืมตาโพลง..ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกัน แต่ทำตัวราวกับว่าอยู่กันอย่างไร้ตัวตน ทำคงเล่นเกมส์สงครามเย็นกับร่างบางไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่หยุดตอนนี้..เขาอาจเป็นฝ่ายที่ต้องตายในสมรภูมิรบแทน




“ ซองมิน.. ” ใบหน้าหวานเผยอเปลือกตาเล็กๆ แต่ยังคงนิ่งไว้ดังเดิม ..เสียงเรียกที่ไม่ได้ยินตั้งแต่เขากลับมาจากบ้านของคยูฮยอน ตอนอยู่ที่นั่น..ร่างเล็กหวังแค่จะได้ยินเสียงทุ้มโทรมาหรือข้อความทางมือถือที่บอกความรู้สึกห่วงใยเขาบ้าง แต่กลายเป็นรอเก้อ..ทั้งที่ร่างสูงเป็นฝ่ายงี่เง่าแท้ๆ




“ นายยังไม่หลับใช่มั้ย ”




“ หลับไปแล้ว เลิกกวนใจซะที ” เสียงใสเอ่ยห้วน ..ตรงข้ามกับใจตัวเองที่สุด




ฮันกยองพลิกตัวมองแผ่นหลังแคบของคนตอบ .. “ ถ้านายต้องการอย่างนั้น ชั้นก็จะไม่กวนใจนาย ” น้ำเสียงเศร้าที่คนตัวเล็กได้ยิน ทำให้ใจหายวาบ.. ทำไมคราวนี้ถึงยอมถอยง่ายๆล่ะ ไม่เหมือนคราวก่อนๆเลย




ซองมินที่คิดว่าฮันกยองจะยังนอนหันหลังให้เขาเลยรีบพลิกตัวเข้าหาเตียงด้วยเช่นกัน ใบหน้าของคนทั้งสองที่ห่างกันไม่ถึงคืบ ดวงตากลมแป๋ว..สบดวงตาสีเข้มในความมืด ทันทีที่ใบหน้าหวานจะคลายห่างกลับโดนมือหยาบประคองท้ายทอยซะก่อน “ อย่าหนีอีกเลย.. ซองมิน ”





“ ชั้นไม่ได้หนี ..เพียงแต่ไม่อยากคุยกับคนไม่มีเหตุผล ”




“ เหตุผล ..นายคิดว่าถ้าเรารักใครสักคน ต้องมีเหตุผลมั้ย ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม ไอร้อนปะทะหน้าของซองมิน.. ริมฝีปากบางเริ่มถูกลุกล้ำด้วยลิ้นอุ่น ไม่มีทีท่าขัดขืน..เพราะเขาเองก็รอคอยจูบนี้มานานจนเลือนลางเต็มทน เปลือกตาบางปิดลง..เผยอริมฝีปากของตัวเองให้รับรสจูบได้อย่างเต็มที่ โพรงปากหวานถูกชิมทั่วทุกส่วน..เรียวลิ้นตวัดพันกันด้วยความรู้สึกโหยหาอีกฝ่าย นานพอจนร่างเล็กตัดสินใจถอยจากสัมผัสอบอุ่นนี้




“ นายเก่งขึ้นนะ ซองมิน ” คนถูกชมมองใบหน้าเข้มอย่างสงสัย ก่อนถูกดันสู่อ้อมกอดแกร่ง..




“ หมายความว่าไงที่ว่าเก่งขึ้น.. ”




“ ก็เราจูบกันได้นานกว่าครั้งที่แล้วตั้งห้าวิฯแน่ะ ” ฮันกยองหยอกล้อร่างเล็กที่แก้มขึ้นสี แต่เขาคงไม่รู้หรอกว่า..ซองมินกำลังเขินอยู่




“ นายนับตลอดเลยรึไง.. ” ฮันกยองพยักหน้าหนักแน่น พลางกดริมฝีปากหนาบนหน้าผากเนียนของร่างในอ้อมแขน




“ ชิส์ นายมันบ้าไปแล้ว.. ” เสียงหวานสบถ พลางทุบอกแกร่งแก้เขิน..ก่อนถูกคนตรงหน้าขโมยชิมริมฝีปากของตัวเองอีกรอบ



_________________________________________

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry